นักวิชาการแนะรัฐบาลใหม่เลิกยึดติดแก้หนี้-ชี้ New S-curve ทางรอดเศรษฐกิจไทย

20 มกราคม 2569
นักวิชาการแนะรัฐบาลใหม่เลิกยึดติดแก้หนี้-ชี้ New S-curve ทางรอดเศรษฐกิจไทย

นักวิชาการชี้ว่านโยบายแก้หนี้และกระตุ้นกำลังซื้อแบบเดิมๆ ไม่สามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจเชิงโครงสร้างและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศได้อีกต่อไป

เสนอให้รัฐบาลใหม่เปลี่ยนแนวทางมามุ่งสร้างรายได้ใหม่ให้ประเทศ โดยใช้งบประมาณแบบมุ่งเป้าเพื่อลงทุนในอุตสาหกรรมอนาคต (New S-curve)

New S-curve ถือเป็นทางรอดสำคัญของเศรษฐกิจไทย โดยรัฐบาลควรผลักดันให้เป็นรูปธรรม เช่น เศรษฐกิจดิจิทัล, AI, การเกษตรมูลค่าเพิ่ม, และการเป็นศูนย์กลางด้านยานยนต์และการแพทย์

ศ.วิทวัส รุ่งเรืองผล อาจารย์ประจำสาขาการตลาด คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่าความท้าทายสำคัญที่จะส่งผลต่อเศรษฐกิจไทยปี 69 ในภาพใหญ่ คือภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวตกต่ำมาอย่างต่อเนื่องกว่า 2-3 ปี ซึ่งมีที่มาจากหลายปัจจัยทั้งสงครามการค้า สงครามการสู้รบที่เกิดขึ้นในแต่ละประเทศ ความไม่มั่นคงด้านภูมิรัฐศาสตร์ ฯลฯ

ทั้งนี้ ทำให้ความต้องการและกำลังซื้อ (Demand) จากต่างประเทศลดลง ส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวและผู้ส่งออกของไทยตามไปด้วย อีกทั้งปัจจัยที่เกิดขึ้นภายในที่ทำให้กำลังซื้อในประเทศลดลง ได้แก่ ปัญหาหนี้ครัวเรือนที่บั่นทอนกำลังซื้อของประชาชน เพราะเงินที่ได้มาหมดไปกับการใช้หนี้ ขาดพลังในการทำมาหากิน จนสร้างปัญหาเป็นลูกโซ่ที่ไม่เกิดการสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ

นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยจากประเทศที่มีศักยภาพสูงกว่าแต่กำลังประสบกับปัญหาภาวะเศรษฐกิจฝืดเคืองและอยู่ในภาวะที่มีสินค้าหรือบริการมากกว่าความต้องการของคนในประเทศ (Oversupply) อย่างจีน ที่ต้องมองหาตลาดส่งออกเพิ่มเติม เมื่อไม่สามารถส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐอเมริกาได้ ก็ต้องหันมาแข่งขันในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งหนึ่งในนั้นคือประเทศไทย

อย่างไรก็ดี ยังมีปัญหาความเสี่ยงจากความขัดแย้งระหว่างประเทศทั้งในระดับโลก และประเทศเพื่อนบ้านอย่างสถานการณ์การสู้รบระหว่างไทยกับกัมพูชา ที่ส่งผลต่อการตัดสินใจของผู้ประกอบการต่างชาติที่จะเข้ามาลงทุน รวมไปถึงกระทบต่อการค้าชายแดนที่เกิดการชะลอตัว เศรษฐกิจในพื้นที่ซบเซาและนักท่องเที่ยวมีจำนวนลดน้อยลง ยังไม่รวมถึงผลกระทบที่เกิดจากภัยธรรมชาติที่ดูเหมือนจะเกิดขึ้นบ่อยและมีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้นทุกขณะ

ความบอบช้ำทางเศรษฐกิจตลอดช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา หากรัฐบาลยังมุ่งเน้นการใช้แนวทางการแก้ปัญหาแบบเดิมๆ คือเน้นการกระตุ้นกำลังซื้อ หรือแก้ปัญหาหนี้สินเป็นหลัก ก็จะไม่สามารถเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและเอาตัวรอดจากภัยคุกคามต่างๆ ได้ การออกนโยบายเพื่อแก้หนี้และกระตุ้นกำลังซื้อของรัฐบาลที่ผ่านๆ มา พบว่ามีลักษณะที่ซ้ำซาก ไม่คำนึงถึงวินัยทางการเงินการคลัง ตลอดจนการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างสักเท่าใด

ดังนั้นสิ่งที่ต้องการแนะนำพรรคการเมืองที่จะก้าวเข้าสู่การเป็นรัฐบาลในอนาคตคือ รัฐบาลควรหารายได้ใหม่ผ่านการใช้จ่ายงบประมาณแบบมุ่งเป้าแทนการกระตุ้นทั่วไปที่จะใช้เม็ดเงินเป็นจำนวนมากซึ่งอุตสาหกรรมอนาคต (New S-curve) คือคำตอบและทางรอดที่สำคัญของเศรษฐกิจไทย

“รัฐบาลควรมุ่งใช้นโยบายที่สร้างผลกระทบสูง โดยเน้นไปที่การลงทุนในกลไกการขับเคลื่อน New S-curve เพื่อหารายได้ใหม่ เช่น เศรษฐกิจดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ หรือเอไอ (AI) และความยั่งยืน การยกระดับสินค้าเกษตรด้วยการสร้างมูลค่าเพิ่ม การเป็นศูนย์กลางด้านยานยนต์ การเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ รวมถึงการผลักดันอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ฯลฯ สิ่งเหล่านี้มีการพูดถึงกันมาอย่างยาวนานแล้ว จึงถึงเวลาที่รัฐบาลจะต้องผลักดันให้เกิดเป็นรูปธรรมอย่างแท้จริง“

อย่างไรก็ตาม ในด้านหนึ่งก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ว่ารัฐบาลอาจอยู่ในภาวะอิหลักอิเหลื่อ กล่าวคือท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซา รัฐจำเป็นต้องกระตุ้นกำลังซื้อในประเทศและก่อให้เกิดการลงทุนหรือการใช้จ่ายภาครัฐ แต่ขณะเดียวกันการกระตุ้นให้เกิดการบริโภคก็นำมาซึ่งปัญหาหนี้สินครัวเรือนในระดับประชาชน และปัญหาวินัยการเงินการคลังของประเทศที่ส่งผลกระทบต่อการขาดดุลงบประมาณของภาครัฐ รวมไปถึงปัญหาหนี้สาธารณะในระยะยาว ซึ่งส่งผลอย่างมีนัยยะสำคัญต่อการรักษาความเชื่อมั่นต่อสถาบันจัดอันดับเครดิตที่จะส่งผลให้ไทยกู้เงินต่อสถาบันการเงินระหว่างประเทศได้ยากมากขึ้น


แหล่งที่มา : ฐานเศรษฐกิจ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

The information in the above report, publication and website has been obtained from sources believed to be reliable. However, Iron & Steel Institute of Thailand does not guarantee the accuracy, adequacy or completeness of the information. Any opinions or forecasts regarding future events may differ from actual events or results. In addition, Iron & Steel Institute of Thailand reserves the right to make changes and corrections to the information, including any opinions or forecasts, at any time without notice.